ตอนนี้ กำลังถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตการเรียนล่ะ แหะๆ
 
 
 
ก็คิดอยู่เหมือนกันนะ  ว่าทำไมชีวิตการเรียนกู ดันมาถึงจุดสำคัญเอาตอนปีสามได้วะ?!?
 
 
 
เพราะในชีวิตคนส่วนใหญ่ (ก็แค่จากที่ได้ยินได้ฟังมาน่ะนะ...)
 
จุดสำคัญมักจะอยู่ตอนมอหกต่อปีหนึ่ง...
 
 
 
จะเรียนอะไรดี?
 
อยากเรียนนู่นนี่ ทำไงดีวะพ่อแม่ไม่ปลื้ม...
 
เอ๊ะ! แล้วถ้ากูไม่ชอบล่ะ?
 
 
 
 
 
อืม......
จริงๆ  ก็คิดมานานแล้วล่ะว่าไม่ได้ชอบ...
 
 
ก็ไม่เชิงว่าไม่ชอบนะ แต่ว่าไงดีวะ  รู้สึกเหมือนมันคงไม่เหมาะกับตัวเอง
 
 
พูดอย่างจริงใจเลยว่า กูอยากช่วยคนนะ  โดยลืมคิดไปว่าอาชีพอื่นก็ช่วยคนได้  และหมอ(เลวๆ)ก็แม่งฆ่าคนได้..........เพราะงี้เลยทนเรียนมาจนปีสาม
 
 
ซึ่ง.....คิดว่ากูคงมาได้แค่นี้ละมั้ง
คงอดทน  ทำในสิ่งที่ไม่ชอบมาได้แค่นี้
 
 
เพราะลองมานั่งนึกดู ตลอดชีวิตนักเรียนกู  ที่กูชอบเรียน เรียนได้ดี  มันก็คณิต ฟิสิกส์ อังกฤษ ศิลปะ...
 
ไล่ดูแล้ว....ฉิบหาย!  ไม่เคยจะมีชีวะ หรืออะไรที่มันเน้นท่องจำเลยสักอย่าง
 
  
 
 
 แล้วกูมาทำเหี้ยไรอยู่วะเนี่ย?!
 
 
แถมยังเป็นคนที่ถ้าเป็นสิ่งที่รัก  ก็จะอยากทำ  สนุกที่จะทำ  ยากแค่ไหนกูก็จะทำ 
  
 
แต่กับสิ่งที่เกลียด  ถึงจำเป็นต้องทำแค่ไหน  มันก็จะสำเร็จออกมาแบบลวกๆ ทำนองว่า "กูบอกแล้วว่ากูไม่อยากทำ  ให้กูทำทำไมล่ะ?" ......กวนตีนใช้ได้นะเราน่ะ
 
 
 
แต่เหมือนมาคิดได้ตอนที่เสียเวลาไปแล้วสามปี  สามปีที่ไม่ได้อะไรเลย  สามปีที่ไม่ต่างจากชีวิตมัธยมปลายซึ่ง  พอครูชีวะออกห้องปุ๊บ  กูก็ลืมทันทีว่าเมื่อกี้  เรียนสปีชี่ส์ไหนไปบ้าง....
 
 
 
 
แต่เพราะไม่อยากเสียเวลาอีกสามปีที่พอจะยังมีโอกาสไป...
เลยอยากจะค้นหา เอาความสุขในการเรียนที่เคยมี กลับคืนมา
 
 
 
เหมือนเวลาที่กูเจอโจทย์คณิตศาสตร์  ยากแค่ไหนก็กระโจนเข้าหาเหมือนอดอยาก  ต่อให้คำตอบมันจะผิดก็ตาม.....ก็ยังรักคณิตศาสตร์ 
 
 
 
ตอนนี้พยายามลองเรียนหลายๆอย่างที่คิดว่าน่าจะเหมาะกับความชอบของตัวเอง  พยายามค้นหาตัวเองแม้มันจะช้าไป
 
 
ชอบคณิต ฟิสิกส์ ศิลปะ.....ก็เลยจะลองลงเรียนความถนัดเชิงสถาปัตย์ดู  ไม่รู้เหมือนกันว่าจะใช่หรือเปล่า
 
 
ตอนนี้เหมือนคนตาบอด  ที่พยายามตะเกียกตะกายออกจากกรงขัง
ไม่รู้ว่าทางออกอยู่ตรงไหน  แต่ก็ไม่อยากติดอยู่แบบนี้ไปตลอดชีวิต
 
 
 
บางทีถ้าค้นพบตัวเองเร็วกว่านี้  และมั่นใจในตัวเองมากกว่านี้  กูคงมีความสุขที่ได้เรียน  เหมือนที่เคยเป็นมา
 
 
 
ตอนเข้ามหา'ลัยมาแรกๆ  คิดนะ  แต่ไม่กล้า  เพราะนึกถึงหน้าพ่อแม่ตอนที่บอกใครต่อใครอย่างภาคภูมิใจ  ว่าลูกติดหมอ.....
 
 
 
ไม่เคยให้พ่อแม่รู้ถึงความรู้สึกอึดอัดข้างใน  เพราะอยากให้ท่านภาคภูมิใจ
 
 
 
สุดท้าย  มันกลายเป็นความรู้สึกด้านลบ  เรื้อรัง  กัดกินจิตใจจนนอนไม่ได้หลับสนิทมาเกือบสามปีเต็มๆ
 
 
 
 
 
 
 
ตอนนี้  ก็ยังไม่คิดว่าตัวเองพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับพ่อ  และความรู้สึกผิดหวังของท่านที่มีต่อเรา
แต่ไม่ใช่ด้วยความขลาดกลัวเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
 
  
แค่ตอนนี้ยังไม่เจอทางไปต่อที่แน่นอน
 
 
 
 
 
 
 
 
ถ้าเจอทางของตัวเองเมื่อไหร่....จะไปขอโทษพ่อนะ
 
 
 
.
 
.
 
.
 
.
 
.
 
.
 
ที่เขียนไว้  นอกจากจะต้องการระบายแล้ว  ยังคิดว่าถ้ามีใครเผอิญผ่านมาเห็นเข้า
 
แล้วเป็นอย่างกู  หรือหนักกว่า....
 
 
คิดว่าคงได้อะไรไปบ้างล่ะนะ 
 
 
 
 
 
ป.ล.  ตอนที่บอกเรื่องนี้กับแม่  ร้องไห้หนักมาก  แม่ก็บอกว่า "ยังไงแม่ก็เลือกลูกมากกว่าหน้าตานะ..."
 
และถึงแม้แม่จะยังไม่เข้าใจเราจริงๆ  แต่ท่านก็พยายามด้วยความรักที่ไม่ต้องใช้ความพยายาม
 
 
 
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet